คดีฆาตกรรมนางศยามล ลาภก่อเกียรติ ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมที่สะเทือนขวัญและสร้างความสลดใจให้กับคนไทยทั้งประเทศมากที่สุดคดีหนึ่ง เหตุการณ์นี้เป็นที่รับรู้เมื่อช่วงเช้าของวันที่
29 กันยายน พ.ศ. 2536 เมื่อมีผู้พบรถยนต์เก๋งนิสสัน ซันนี่ สีขาว จอดทิ้งไว้ริมถนนในพื้นที่ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ภายในรถพบร่างไร้วิญญาณของนางศยามล หญิงสาววัย 30 ปี
นอนเสียชีวิตอยู่บนเบาะหน้า สภาพศพมีบาดแผลถูกแทงด้วยมีดและถูกรัดคออย่างโหดเหี้ยม แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้พบเห็นต้องหลั่งน้ำตาคือ ภาพของเด็กหญิงวัยเพียง 2 ขวบ ที่นั่งร้องไห้กอดศพผู้เป็นแม่
และพยายามนำกระดาษทิชชูมาซับเลือดให้แม่ตลอดทั้งคืน จากจุดเริ่มต้นของการพบศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนจนทราบว่า นางศยามลคืออดีตภรรยาของ นพ.บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์
แพทย์ประจำโรงพยาบาลหัวหิน ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนมีบุตรด้วยกัน แต่ต่อมาได้เลิกรากันไป โดย นพ.
บัณฑิต ได้จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อให้เรื่องจบลง อย่างไรก็ตาม ปมมรณะเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อนางศยามลได้มาเซ้งร้านขายเสื้อผ้าบูติกอยู่ใกล้กับคลินิกของ นพ.บัณฑิต ในอำเภอหัว
หิน ประกอบกับในช่วงเวลานั้น นพ.บัณฑิต กำลังเตรียมตัวที่จะแต่งงานใหม่กับหญิงสาวอีกคนที่ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน การปรากฏตัวของอดีตภรรยาจึงกลายเป็นหนามยอกอกที่เขามองว่าต้องกำจัดทิ้ง นพ.
บัณฑิต จึงได้ตัดสินใจจ้างวานกลุ่มมือปืนให้มาก่อเหตุอุ้มฆ่านางศยามลอย่างเลือดเย็น เพื่อหวังจะปิดปากและตัดปัญหาความรักสามเส้าที่อาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและชีวิตแต่งงานใหม่ของตน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความโหดร้ายที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
การก่อเหตุเริ่มต้นขึ้นในคืนวันที่ 28 กันยายน 2536 ขณะที่นางศยามลกำลังขับรถเก๋งพาลูกสาวเดินทางไปตามถนนเพชรเกษม ช่วงกุยบุรี-หัวหิน กลุ่มมือปืนรับจ้างจำนวน 4 คนที่ได้รับการว่าจ้างจาก นพ.บัณฑิต ได้ขับรถกระบะสะกดรอยตามมา ก่อนจะขับแซงปาดหน้าบังคับให้รถของเธอจอด กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนและมีดเดินป่าข่มขู่
บังคับให้นางศยามลขับรถพาพวกตนพร้อมลูกสาวไปยังบริเวณถนนสายเปลี่ยว ในท้องที่ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมการไว้สำหรับการลงมือสังหารเหยื่อตามคำสั่งของผู้จ้างวานอย่างรัดกุม เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ
คนร้ายได้ลงมือแทงนางศยามลที่บริเวณลิ้นปี่ถึง 3 แผล และใช้เชือกรัดคอซ้ำจนแน่ใจว่าเธอเสียชีวิต จากนั้นจึงทิ้งศพไว้ในรถพร้อมกับน้องอิงอิงที่ตื่นตระหนกและร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ปล่อยให้เด็กน้อยเผชิญกับความมืด และศพของแม่เพียงลำพังตลอดทั้งคืน หลังพบศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม โดยพบเบาะแสสำคัญจากบันทึกการใช้
'แพจเจอร์' หรือวิทยุติดตามตัว ซึ่งพบว่า
นพ.บัณฑิต มีการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มมือปืนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลที่ยืนยันการนัดพบและการตกลงค่าจ้างวาน ในการพิจารณาคดีชั้นศาล พนักงานอัยการ และมารดาของผู้ตายได้นำสืบพยานหลักฐานอย่างแน่นหนา ทั้งพยานบุคคลที่เป็นคนกลางในการติดต่อมือปืน และพยานเอกสารทางโทรคมนาคม แม้
นพ.บัณฑิต จะพยายามต่อสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ศาลก็มองเห็นถึงน้ำหนักของหลักฐานที่สอดคล้องกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า นพ.บัณฑิต จำเลยที่
1 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ส่วนกลุ่มมือปืนจำเลยที่เหลือก็ถูกตัดสินลงโทษในสถานหนักเช่นเดียวกันตามพฤติการณ์ความผิดที่ได้ร่วมกันก่อขึ้น ค
ดีนี้มีการต่อสู้กันจนถึงชั้นศาลฎีกา ซึ่งศาลสูงสุดได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ปราศจากข้อสงสัยว่า นพ.บัณฑิต เป็นผู้บงการจ้างวานฆ่าอดีตภรรยาจริง จึงมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่
5244/2539 ยืนโทษประหารชีวิต นพ. บัณฑิต