Cool Uncle ⚖ Legal Lab
⚖️ คดีอาญา คดี ปี 2536

ศยามล (หมอจ้างวานฆ่าอำพรางศพ) (2536)

สรุปโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย | อัปเดตเมื่อ 19 Aug 2026 09:20

คดีฆาตกรรมนางศยามล ลาภก่อเกียรติ ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมที่สะเทือนขวัญและสร้างความสลดใจให้กับคนไทยทั้งประเทศมากที่สุดคดีหนึ่ง เหตุการณ์นี้เป็นที่รับรู้เมื่อช่วงเช้าของวันที่

29 กันยายน พ.ศ. 2536 เมื่อมีผู้พบรถยนต์เก๋งนิสสัน ซันนี่ สีขาว จอดทิ้งไว้ริมถนนในพื้นที่ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ภายในรถพบร่างไร้วิญญาณของนางศยามล หญิงสาววัย 30 ปี

นอนเสียชีวิตอยู่บนเบาะหน้า สภาพศพมีบาดแผลถูกแทงด้วยมีดและถูกรัดคออย่างโหดเหี้ยม แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้พบเห็นต้องหลั่งน้ำตาคือ ภาพของเด็กหญิงวัยเพียง 2 ขวบ ที่นั่งร้องไห้กอดศพผู้เป็นแม่

และพยายามนำกระดาษทิชชูมาซับเลือดให้แม่ตลอดทั้งคืน จากจุดเริ่มต้นของการพบศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนจนทราบว่า นางศยามลคืออดีตภรรยาของ นพ.บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์

แพทย์ประจำโรงพยาบาลหัวหิน ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนมีบุตรด้วยกัน แต่ต่อมาได้เลิกรากันไป โดย นพ.

บัณฑิต ได้จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อให้เรื่องจบลง อย่างไรก็ตาม ปมมรณะเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อนางศยามลได้มาเซ้งร้านขายเสื้อผ้าบูติกอยู่ใกล้กับคลินิกของ นพ.บัณฑิต ในอำเภอหัว

หิน ประกอบกับในช่วงเวลานั้น นพ.บัณฑิต กำลังเตรียมตัวที่จะแต่งงานใหม่กับหญิงสาวอีกคนที่ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน การปรากฏตัวของอดีตภรรยาจึงกลายเป็นหนามยอกอกที่เขามองว่าต้องกำจัดทิ้ง นพ.

บัณฑิต จึงได้ตัดสินใจจ้างวานกลุ่มมือปืนให้มาก่อเหตุอุ้มฆ่านางศยามลอย่างเลือดเย็น เพื่อหวังจะปิดปากและตัดปัญหาความรักสามเส้าที่อาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและชีวิตแต่งงานใหม่ของตน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความโหดร้ายที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

การก่อเหตุเริ่มต้นขึ้นในคืนวันที่ 28 กันยายน 2536 ขณะที่นางศยามลกำลังขับรถเก๋งพาลูกสาวเดินทางไปตามถนนเพชรเกษม ช่วงกุยบุรี-หัวหิน กลุ่มมือปืนรับจ้างจำนวน 4 คนที่ได้รับการว่าจ้างจาก นพ.บัณฑิต ได้ขับรถกระบะสะกดรอยตามมา ก่อนจะขับแซงปาดหน้าบังคับให้รถของเธอจอด กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนและมีดเดินป่าข่มขู่

บังคับให้นางศยามลขับรถพาพวกตนพร้อมลูกสาวไปยังบริเวณถนนสายเปลี่ยว ในท้องที่ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมการไว้สำหรับการลงมือสังหารเหยื่อตามคำสั่งของผู้จ้างวานอย่างรัดกุม เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ

คนร้ายได้ลงมือแทงนางศยามลที่บริเวณลิ้นปี่ถึง 3 แผล และใช้เชือกรัดคอซ้ำจนแน่ใจว่าเธอเสียชีวิต จากนั้นจึงทิ้งศพไว้ในรถพร้อมกับน้องอิงอิงที่ตื่นตระหนกและร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ปล่อยให้เด็กน้อยเผชิญกับความมืด และศพของแม่เพียงลำพังตลอดทั้งคืน หลังพบศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม โดยพบเบาะแสสำคัญจากบันทึกการใช้

'แพจเจอร์' หรือวิทยุติดตามตัว ซึ่งพบว่า

นพ.บัณฑิต มีการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มมือปืนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลที่ยืนยันการนัดพบและการตกลงค่าจ้างวาน ในการพิจารณาคดีชั้นศาล พนักงานอัยการ และมารดาของผู้ตายได้นำสืบพยานหลักฐานอย่างแน่นหนา ทั้งพยานบุคคลที่เป็นคนกลางในการติดต่อมือปืน และพยานเอกสารทางโทรคมนาคม แม้

นพ.บัณฑิต จะพยายามต่อสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ศาลก็มองเห็นถึงน้ำหนักของหลักฐานที่สอดคล้องกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า นพ.บัณฑิต จำเลยที่

1 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ส่วนกลุ่มมือปืนจำเลยที่เหลือก็ถูกตัดสินลงโทษในสถานหนักเช่นเดียวกันตามพฤติการณ์ความผิดที่ได้ร่วมกันก่อขึ้น ค

ดีนี้มีการต่อสู้กันจนถึงชั้นศาลฎีกา ซึ่งศาลสูงสุดได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ปราศจากข้อสงสัยว่า นพ.บัณฑิต เป็นผู้บงการจ้างวานฆ่าอดีตภรรยาจริง จึงมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่

5244/2539 ยืนโทษประหารชีวิต นพ. บัณฑิต

📺 วิดีโอแนะนำเกี่ยวกับคดีนี้

จากช่อง YouTube — วิดีโอเป็นของเจ้าของช่องเดิม เชื่อมโยงเพื่อการศึกษา

หมอบัณฑิต จ้างวานฆ่าอดีตภรรยา ศยามล | อีจัน THE SERIES

⚖️ วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5244/2539

พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์, นางเตียง แซ่เล้า (มารดาผู้ตาย) โจทก์ร่วม, นายบัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ ที่ 1 กับพวก รวม 4 คน จำเลย

คดีนี้จำเลยที่ 1 (นพ.บัณฑิต) ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยหรือไม่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้างวานให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกไปฆ่าผู้ตาย

ศาลฎีกาตรวจสำนวนและพิจารณาเห็นว่า โจทก์มีพยานแวดล้อมกรณีที่แน่นหนา โดยเฉพาะพยานบุคคลที่เป็นคนกลางและบันทึกการใช้วิทยุติดตามตัว (แพจเจอร์) ซึ่งสอดคล้องเชื่อมโยงกัน แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างจำเลยที่ 1 กับกลุ่มมือปืนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงมูลเหตุจูงใจ จำเลยที่ 1 มีความขัดแย้งกับผู้ตายอย่างรุนแรงเรื่องที่ผู้ตายมาเปิดร้านค้าใกล้คลินิกของตน ซึ่งจำเลยที่ 1 กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานใหม่ จึงเกรงว่าผู้ตายจะมาสร้างความเดือดร้อนรำคาญ พยานหลักฐานโจทก์มีข้อเท็จจริงที่สอดรับกันอย่างมีเหตุผล

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า

📖 อ่านคำพิพากษาเต็มที่ th.wikisource.org

⚖️ ประเด็นกฎหมายในคดีนี้

  • ป.อ. มาตรา 288 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น: เป็นความผิดมูลฐานของกลุ่มมือปืนที่ได้ลงมือใช้อาวุธมีดแทงและใช้เชือกรัดคอนางศยามลจนถึงแก่ความตาย
  • ป.อ. มาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน: การที่กลุ่มมือปืนรับงานจ้างวาน เตรียมอาวุธ ติดตามรถผู้ตาย และเลือกสถานที่เปลี่ยวเพื่อลงมือ ถือเป็นการคิดไตร่ตรองวางแผนล่วงหน้า มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว
  • ป.อ. มาตรา 84 ผู้ใช้ให้กระทำความผิด: นพ.บัณฑิต ในฐานะผู้จ้างวาน ถือเป็น 'ผู้ใช้' เมื่อผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดสำเร็จ ผู้ใช้จึงต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการในการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
  • ป.อ. มาตรา 83 ตัวการร่วมกระทำความผิด: กลุ่มคนร้ายหลายคนที่ร่วมกันขับรถปาดหน้า ใช้อาวุธข่มขู่ และลงมือสังหาร ถือเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะตัวการร่วม
  • ป.อ. มาตรา 309 ความผิดต่อเสรีภาพ: การที่กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธบังคับข่มขู่ให้นางศยามลขับรถไปยังจุดเกิดเหตุ เป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย
  • ป.อ. มาตรา 310 หน่วงเหนี่ยวกักขัง: การบังคับควบคุมตัวนางศยามลและบุตรสาวไว้ในรถโดยไม่ให้หลบหนี เป็นการกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
  • ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) การลดโทษ: ในกรณีของจำเลยที่เป็นมือปืน (จำเลยที่ 4) ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ลดโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี
  • มาตรา 288 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 288 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    มาตรา 289 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 289 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    มาตรา 84 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 84 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    มาตรา 83 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 83 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    มาตรา 309 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 309 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    มาตรา 310 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 310 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    มาตรา 78 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 78 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    💡 บทเรียนจากคดีนี้

    คดีฆาตกรรมศยามลเป็นคดีศึกษาที่สำคัญยิ่งสำหรับนักศึกษากฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นของการพิสูจน์ความผิดของผู้จ้างวานฆ่า ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพล มีฐานะทางสังคม หรือมีความรู้ความสามารถที่จะปกปิดร่องรอยการกระทำความผิดของตนเองให้แนบเนียนที่สุด บทเรียนแรกที่นักศึกษากฎหมายพึงตระหนักคือ ความสำคัญของ 'พยานแวดล้อมกรณี' (Circumstantial Evidence)

    ในคดีนี้ นพ.บัณฑิต ผู้จ้างวาน ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอดและไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นขณะทำสัญญาจ้างวาน แต่ศาลก็สามารถลงโทษประหารชีวิตได้จากการนำสืบพยานแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล พยานแวดล้อมที่สำคัญคือ บันทึกการใช้งานแพจเจอร์ (วิทยุติดตามตัว) ที่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวและการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้จ้างวานกับกลุ่มมือปืนในช่วงก่อน

    และหลังเกิดเหตุ ซึ่งสอนให้เห็นว่าหลักฐานทางเทคโนโลยีและการสื่อสารมีน้ำหนักมหาศาลในการมัดตัวผู้กระทำความผิด บทเรียนต่อมาคือหลักกฎหมายเรื่อง 'ผู้ใช้ให้กระทำความผิด' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าผู้ที่ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าจะด้วยการจ้าง วาน หรือใช้ ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ

    ผู้บงการที่มือไม่ได้เปื้อนเลือดจึงไม่อาจลอยนวลพ้นผิด ได้เลย นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความผิดฐาน 'ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน' ตามมาตรา 289 (4) การที่มีการจ้างวานมือปืน การเตรียมอาวุธ การสะกดรอยตาม และการเลือกสถานที่ลงมือที่เปลี่ยว ล้วนเป็นองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงการคิดทบทวนวางแผนมากล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ

    ในแง่ของจริยธรรม คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าบุคคลที่มีสถานะทางสังคมสูง เช่น นายแพทย์ ที่มีเกียรติ กลับปล่อยให้ความเห็นแก่ตัวและกิเลสตัณหาครอบงำจนนำไปสู่การก่ออาชญากรรมที่โหดเหี้ยมที่สุด กฎหมายจึงต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคม สรุปคดี ย้อนรอยจ้างวานสังหาร 'ศยามล' โดยสามี

    ของเธอเอง!วิดีโอนี้มีความเกี่ยวข้องเพราะได้นำเสนอสรุปรายละเอียดเบื้องลึกของคดี รวมถึงวิเคราะห์เจาะลึกถึงแรงจูงใจและแง่มุมทางอาชญาวิทยาของฆาตกรได้อย่างครบถ้วน

    คำชี้แจง: สื่อนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความเห็นและวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องเชิงกฎหมายโดยสุจริต อ้างอิงจากข่าวที่เผยแพร่สู่สาธารณะเท่านั้น เนื้อหาภายในไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดี และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย จึงขอให้โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวและเว็บไซต์ทางการที่น่าเชื่อถืออีกครั้งก่อนใช้หรืออ้างอิง — บทความนี้สรุปโดย AI ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทยเพื่อการศึกษากฎหมายจากข่าวและคดีดัง ข้อมูลกฎหมายอ้างอิงจากประมวลกฎหมายไทย เผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา
    มาตรา 339 — ประมวลกฎหมายอาญา

    สถานะ: confirmed — ตรวจจาก codex-data.json

    ion="07" style="display:none" class="v1-compat">

    คำถาม: การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดอาญาฐานใด — คำตอบ: ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง

    คำถาม: จำเลยมีความรับผิดทางอาญาในระดับใด — คำตอบ: ศาลพิจารณาเจตนาและผลของการกระทำเพื่อกำหนดความรับผิด

    คำถาม: บทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดคืออะไร — คำตอบ: ศาลพิจารณาปริบพรรณตามความร้ายแรงของความผิด