Cool Uncle ⚖ Legal Lab
🏢 คดีปกครอง คดี ปี 2565

เรือหลวงสุโขทัยอับปาง (2565)

สรุปโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย | อัปเดตเมื่อ 19 Aug 2026 09:18

โศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 เมื่อ 'เรือหลวงสุโขทัย' ประสบอุบัติเหตุอับปางจมลงสู่ก้นทะเลกลางอ่าวไทย เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่คนไทยทั้งประเทศ พิกัดเกิดเหตุอยู่บริเวณห่างจากชายฝั่งอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ประมาณ 20 ไมล์ทะเล โดยเรือหลวงสุโขทัยกำลังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดชุมพร แต่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก คลื่นลมในอ่าวไทยวันนั้นมีความรุนแรงผิดปกติ

คลื่นสูงถึง 6 เมตร ทำให้เรือเกิดการโคลงตัวอย่างรุนแรง น้ำทะเลทะลักเข้าสู่ตัวเรือจนระบบไฟฟ้าขัดข้อง ส่งผลให้เครื่องสูบน้ำไม่ทำงาน และสูญเสียการควบคุมเรือในที่สุด ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้มีกำลังพลบนเรือรอดชีวิต 76 นาย แต่ต้องสูญเสียกำลังพลผู้เสียชีวิตจำนวน 24

นาย และมีผู้สูญหายอีก 5 นาย นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือในยามสงบ ต่อมาได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหลายชุด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการอับปาง รวมถึงพิจารณาความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้บังคับการเรือและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิด วันที่

9 เมษายน 2567 กองทัพเรือได้แถลงผลการสอบสวนอย่างเป็นทาง การ สรุปว่าสาเหตุหลักมาจากเหตุสุดวิสัยด้านสภาพอากาศ แต่วินิจฉัยว่าผู้บังคับการเรือขาดความรอบคอบในการตัดสินใจ จึงนำมาสู่บทลงโทษทางวินัย นอกจากนี้

ยังมีประเด็นทางกฎหมายปกครองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งคณะกรรมการชี้ว่าผู้บังคับการเรือไม่ต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากความจงใจ

การเดินทางของเรือหลวงสุโขทัยเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2565 โดยออกเดินทางจากฐานทัพเรือสัตหีบ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกิจกรรมเทิดพระเกียรติกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในวันที่ 18 ธันวาคม ขณะเรือแล่นอยู่กลางทะเล สภาพอากาศเกิดการแปรปรวนอย่างฉับพลันและรุนแรงกว่าที่พยากรณ์อากาศคาดการณ์ไว้

คลื่นมีความสูงถึง 6 เมตร กระแทกตัวเรืออย่างต่อเนื่องจน เกิดรอยรั่วและน้ำไหลซึมเข้าเรือ น้ำทะเลที่ทะลักเข้าไปส่งผลให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและไฟดูดกำลังพล ทางเรือจึงต้องตัดกระแสไฟฟ้าบางส่วน ทำให้เครื่องสูบน้ำหลายจุดหยุดทำงาน ปริมาณน้ำที่สะสมในเรือทำให้เรือเสียสมดุล เอียงและเริ่มจมลงจากทางท้ายเรือ ผู้บังคับการเรือ น.ท.พิชิตชัย เถื่อนนาดี

ได้สั่งการให้กำลังพลเตรียมสละเรือ สั่งปลดแพชูชีพ และให้ผู้ที่ไม่มีเสื้อชูชีพว่ายไปเกาะแพชูชีพ ในช่วงกลางดึกเวลา 00.12 น. ของวันที่ 19 ธันวาคม เรือหลวงสุโขทัยก็ได้จมลงทั้งลำ ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือเริ่มขึ้นทันทีโดยมีเรือหลวงกระบุรีและเรืออื่น ๆ เข้าช่วยเหลือท่ามกลางคลื่นลมแรงจัด สามารถช่วยกำลังพลได้

76 นาย แต่กระแสน้ำพัดร่างลูกเรือกระจายไปคนละทิศทาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย กองทัพเรือได้ตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเรืออับปาง คณะกรรมการทัพเรือภาคที่ 1 และคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด เพื่อสอบสวนอย่างรอบคอบตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2542 ต้นปี

2567 กองทัพเรือไทยร่วมมือกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการดำน้ำสำรวจตัวเรือที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก เพื่อค้นหาร่างผู้สูญหาย ปลดอาวุธอันตราย และรวบรวมพยานหลักฐานทางเทคนิคเพิ่มเติม โดยไม่ได้กู้ตัวเรือขึ้นมาทั้งลำ ผลการสอบสวนสรุปว่า ผู้บังคับการเรือตัดสินใจผิดพลาดและขาดความรอบคอบในการนำเรือกลับเข้าฝั่งหรือขอ

ความช่วยเหลือ ถือเป็นการกระทำผิดวินัยทหาร แต่ไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้บังคับการเรือถูกลงโทษทางวินัยคือกักบริเวณ 15 วัน และเจ้าตัวได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากราชการทหารเรือ ขณะที่คณะกรรมการชี้ว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งกว่า 5 พันล้านบาทแก่กองทัพเรือ

📺 วิดีโอแนะนำเกี่ยวกับคดีนี้

จากช่อง YouTube — วิดีโอเป็นของเจ้าของช่องเดิม เชื่อมโยงเพื่อการศึกษา

แถลงผลสอบสวน 'เรือหลวงสุโขทัย' อับปาง (9 เม.ย. 67)

⚖️ ประเด็นกฎหมายในคดีนี้

  • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539: เป็นกฎหมายหลักที่ใช้พิจารณาว่าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายของเรือหลวงสุโขทัยหรือไม่
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: หลักทั่วไปของละเมิด ที่บัญญัติว่าผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งถูกนำมาพิจารณาประกอบการกระทำของเจ้าหน้าที่
  • การพิสูจน์ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง: ตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิด เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนตัวต่อหน่วยงานรัฐ ก็ต่อเมื่อกระทำการด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
  • กฎหมายและข้อบังคับทหารเรือ: ผู้บังคับการเรือมีหน้าที่และความรับผิดชอบสูงสุดตามระเบียบทหารเรือ การใช้วิจารณญาณที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสีย ถือเป็นการละทิ้งหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่กำหนดไว้
  • โทษทางวินัยทหาร: การลงโทษกัก 15 วัน เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายวินัยทหาร ซึ่งพิจารณาจากความผิดฐานขาดความรอบคอบในการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ความผิดอาญาฐานจงใจทำให้ทรัพย์สินราชการเสียหาย
  • ความรับผิดของหน่วยงานรัฐต่อผู้สูญเสีย: แม้เจ้าหน้าที่จะไม่ต้องรับผิดส่วนตัว แต่กองทัพเรือในฐานะหน่วยงานของรัฐยังคงมีหน้าที่ต้องเยียวยา ชดเชยค่าเสียหาย จ่ายเงินช่วยเหลือ และเลื่อนยศให้แก่กำลังพลที่เสียชีวิตตามกฎหมาย
  • การสอบสวนความรับผิดทางละเมิด: คณะกรรมการได้ทำตามระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการปฏิบัติเมื่อเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินราชการ พ.ศ. 2542 เพื่อหาตัวผู้ต้องรับผิดทางแพ่ง ซึ่งสรุปว่าเหตุหลักเกิดจากภัยธรรมชาติ
  • มาตรา 420 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม

    บทบัญญัติมาตรา 420 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล

    💡 บทเรียนจากคดีนี้

    คดีเรือหลวงสุโขทัยอับปางเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งสำหรับนักศึกษากฎหมายปกครองและกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหลักการที่แตกต่างจากความรับผิดทางแพ่งของเอกชนทั่วไป ข้อคิดประการแรกคือการแยกแยะระหว่างความผิดทางวินัยและความรับผิดทางละเมิด

    แม้ผู้บังคับการเรือจะถูกตัดสินว่ามีความผิดทางวินัยฐานขาดความรอบคอบในการตัดสินใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเสมอไป กฎหมายมุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานโดยสุจริต หากไม่ได้เกิดจากความ 'จงใจ' หรือ 'ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง' เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องควักกระเป๋าชดใช้ค่าเสียหายส่วนตัว

    ซึ่งในกรณีนี้เรือมีมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท บทเรียนต่อมาคือการตีความคำว่า 'เหตุสุดวิสัย' และ 'ความประมาทเลินเล่อ' ในสถานการณ์วิกฤต คณะกรรมการมองว่าสภาพอากาศที่รุนแรงเฉียบพลันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ควบคุมไม่ได้ การตัดสินใจพลาดในภาวะกดดันจึงไม่ใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นักศึกษากฎหมายควรทำความเข้าใจกระบวนการสอบสวนทางปกครอง

    ที่ต้องมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านเทคนิค ด้านยุทธการ และด้านกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่โปร่งใส และเป็นธรรม นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐที่พึงมีต่อผู้เสียหาย แม้จะไม่มีผู้ต้องรับผิดทางแพ่งส่วนบุคคล

    แต่กองทัพเรือก็ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตตามหลักความเสมอภาคและสิทธิในทางปกครอง ท้ายที่สุด กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนว่า การใช้อำนาจดุลพินิจในตำแหน่งหน้าที่ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ต้องกระทำ ด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

    สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก การแถลงผลสอบเรือหลวงสุโขทัยอับปาง วิดีโอนี้มีความเกี่ยวข้องเนื่องจากเป็นการบันทึกการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของกองทัพเรือที่ชี้แจงสาเหตุและผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดในคดีนี้

    คำชี้แจง: สื่อนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความเห็นและวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องเชิงกฎหมายโดยสุจริต อ้างอิงจากข่าวที่เผยแพร่สู่สาธารณะเท่านั้น เนื้อหาภายในไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดี และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย จึงขอให้โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวและเว็บไซต์ทางการที่น่าเชื่อถืออีกครั้งก่อนใช้หรืออ้างอิง — บทความนี้สรุปโดย AI ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทยเพื่อการศึกษากฎหมายจากข่าวและคดีดัง ข้อมูลกฎหมายอ้างอิงจากประมวลกฎหมายไทย เผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา

    คำถาม: การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดอาญาฐานใด — คำตอบ: ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง

    คำถาม: จำเลยมีความรับผิดทางอาญาในระดับใด — คำตอบ: ศาลพิจารณาเจตนาและผลของการกระทำเพื่อกำหนดความรับผิด

    คำถาม: บทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดคืออะไร — คำตอบ: ศาลพิจารณาปริบพรรณตามความร้ายแรงของความผิด