โศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 เมื่อ 'เรือหลวงสุโขทัย' ประสบอุบัติเหตุอับปางจมลงสู่ก้นทะเลกลางอ่าวไทย เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่คนไทยทั้งประเทศ พิกัดเกิดเหตุอยู่บริเวณห่างจากชายฝั่งอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ประมาณ 20 ไมล์ทะเล โดยเรือหลวงสุโขทัยกำลังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดชุมพร แต่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก คลื่นลมในอ่าวไทยวันนั้นมีความรุนแรงผิดปกติ
คลื่นสูงถึง 6 เมตร ทำให้เรือเกิดการโคลงตัวอย่างรุนแรง น้ำทะเลทะลักเข้าสู่ตัวเรือจนระบบไฟฟ้าขัดข้อง ส่งผลให้เครื่องสูบน้ำไม่ทำงาน และสูญเสียการควบคุมเรือในที่สุด ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้มีกำลังพลบนเรือรอดชีวิต 76 นาย แต่ต้องสูญเสียกำลังพลผู้เสียชีวิตจำนวน 24
นาย และมีผู้สูญหายอีก 5 นาย นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือในยามสงบ ต่อมาได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหลายชุด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการอับปาง รวมถึงพิจารณาความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้บังคับการเรือและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิด วันที่
9 เมษายน 2567 กองทัพเรือได้แถลงผลการสอบสวนอย่างเป็นทาง การ สรุปว่าสาเหตุหลักมาจากเหตุสุดวิสัยด้านสภาพอากาศ แต่วินิจฉัยว่าผู้บังคับการเรือขาดความรอบคอบในการตัดสินใจ จึงนำมาสู่บทลงโทษทางวินัย นอกจากนี้
ยังมีประเด็นทางกฎหมายปกครองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งคณะกรรมการชี้ว่าผู้บังคับการเรือไม่ต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากความจงใจ
การเดินทางของเรือหลวงสุโขทัยเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2565 โดยออกเดินทางจากฐานทัพเรือสัตหีบ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกิจกรรมเทิดพระเกียรติกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในวันที่ 18 ธันวาคม ขณะเรือแล่นอยู่กลางทะเล สภาพอากาศเกิดการแปรปรวนอย่างฉับพลันและรุนแรงกว่าที่พยากรณ์อากาศคาดการณ์ไว้
คลื่นมีความสูงถึง 6 เมตร กระแทกตัวเรืออย่างต่อเนื่องจน เกิดรอยรั่วและน้ำไหลซึมเข้าเรือ น้ำทะเลที่ทะลักเข้าไปส่งผลให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและไฟดูดกำลังพล ทางเรือจึงต้องตัดกระแสไฟฟ้าบางส่วน ทำให้เครื่องสูบน้ำหลายจุดหยุดทำงาน ปริมาณน้ำที่สะสมในเรือทำให้เรือเสียสมดุล เอียงและเริ่มจมลงจากทางท้ายเรือ ผู้บังคับการเรือ น.ท.พิชิตชัย เถื่อนนาดี
ได้สั่งการให้กำลังพลเตรียมสละเรือ สั่งปลดแพชูชีพ และให้ผู้ที่ไม่มีเสื้อชูชีพว่ายไปเกาะแพชูชีพ ในช่วงกลางดึกเวลา 00.12 น. ของวันที่ 19 ธันวาคม เรือหลวงสุโขทัยก็ได้จมลงทั้งลำ ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือเริ่มขึ้นทันทีโดยมีเรือหลวงกระบุรีและเรืออื่น ๆ เข้าช่วยเหลือท่ามกลางคลื่นลมแรงจัด สามารถช่วยกำลังพลได้
76 นาย แต่กระแสน้ำพัดร่างลูกเรือกระจายไปคนละทิศทาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย กองทัพเรือได้ตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเรืออับปาง คณะกรรมการทัพเรือภาคที่ 1 และคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด เพื่อสอบสวนอย่างรอบคอบตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2542 ต้นปี
2567 กองทัพเรือไทยร่วมมือกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการดำน้ำสำรวจตัวเรือที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก เพื่อค้นหาร่างผู้สูญหาย ปลดอาวุธอันตราย และรวบรวมพยานหลักฐานทางเทคนิคเพิ่มเติม โดยไม่ได้กู้ตัวเรือขึ้นมาทั้งลำ ผลการสอบสวนสรุปว่า ผู้บังคับการเรือตัดสินใจผิดพลาดและขาดความรอบคอบในการนำเรือกลับเข้าฝั่งหรือขอ
ความช่วยเหลือ ถือเป็นการกระทำผิดวินัยทหาร แต่ไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้บังคับการเรือถูกลงโทษทางวินัยคือกักบริเวณ 15 วัน และเจ้าตัวได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากราชการทหารเรือ ขณะที่คณะกรรมการชี้ว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งกว่า 5 พันล้านบาทแก่กองทัพเรือ