เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือนำเที่ยว 'ฟีนิกซ์ พีซีไดร์ฟวิ่ง' (Phoenix PC Diving) อับปางกลางทะเลภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.
2561 นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุทางทะเลที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศไทย คดีนี้สร้างความสะเทือนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากถึง 47 ราย เหตุเกิดบริเวณใกล้กับเกาะเฮ ตำบลราไวย์
อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ในช่วงเวลาที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก มีคลื่นลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนอง เรือฟีนิกซ์ซึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยว และลูกเรือกว่าร้อยชีวิต กำลังเดินทางกลับจากการดำน้ำ แต่ต้องเผชิญกับคลื่นยักษ์จนเรือสูญเสียการทรงตัว น้ำเข้าเรือและจมลงสู่ก้นทะเลลึกกว่า 40 เม
ตร ความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลลึกในใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลไทยต้องสนธิกำลังกับกองทัพเรือ และทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีน เพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตและกู้ซากเรือที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก
ซึ่งกระบวนการกู้ซากเรือต้องใช้เวลานานหลายเดือน ในแง่ของกระบวนการยุติธรรม คดีนี้เป็นที่จับตามองอย่างมาก ศาลจังหวัดภูเก็ตได้อนุมัติหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ ได้แก่ กัปตันเรือ ต้นกลเรือ (ช่างเครื่อง) และกรรมการผู้จัดการบริษัท ทีซี
บลู ดรีม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ โดยพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม เพื่อเอาผิดผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดความสูญเสีย ประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การดำเนินคดีคือ การเพิกเฉยต่อประกาศเตือนภัยสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา นอกจากนี้
การตรวจสอบซากเรือยังพบความผิดปกติในการต่อเรือ ที่ไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรมทางทะเล เช่น การไม่มีประตูกันน้ำ ที่ได้มาตรฐาน ทำให้เมื่อน้ำเข้าเรือจึงไม่สามารถชะลอการจมได้
บทความนี้จะสรุปและวิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างละเอียด โดยเฉพาะความรับผิดทางอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตลอดจนความรับผิดทางแพ่ง กฎหมายการเดินเรือ และพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อเป็นกรณีศึกษาแก่นักศึกษากฎหมายต่อไป
หลังเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 5 ก.ค. 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน การสืบสวนพบว่าในวันเกิดเหตุ
กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนเรื่องคลื่นลมแรงและห้ามเรือเล็กออกจากฝั่ง แต่กัปตันเรือฟีนิกซ์กลับตัดสินใจนำเรือออกทะเล ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนคำเตือนและเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง พล.ต.อ.
ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ในขณะนั้น ได้ลงพื้นที่เร่งรัดคดี นำไปสู่การขอศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับผู้ต้องหา ศาลได้อนุมัติหมายจับที่ 326/2561 แก่ น.ส.วรลักษณ์ ฤกษ์ชัยกาล อายุ 26 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทเจ้าของเรือ และหมายจับที่ 327/2561 แก่ นายอ่อนจันทร์ กัณหาโยธี
อายุ 56 ปี ต้นกลเรือ รวมถึงนายกัปตันเรือ ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี
และปรับไม่เกิน 20,000 บาท เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐาน โดยเฉพาะผลการตรวจสอบโครงสร้างของเรืออย่างละเอียด การตรวจสอบเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกร
รมทางทะเลพบว่า เรือฟีนิกซ์ถูกต่อขึ้นโดยอู่ต่อเรือที่ไม่ได้มาตรฐาน และเป็นเพียงโรงกลึง โครงสร้างเรือผิดแบบจากที่ได้รับอนุญาต มีการนำปูนซีเมนต์ไปถ่วงใต้ท้องเรือเพื่อให้เรือสมดุล รวมทั้งไม่มีประตูกันน้ำ
(Watertight door) ตามมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำทะลักเข้าเรือ ด้านการเยียวยาผู้เสียหาย คปภ. ได้เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด จ่ายค่าสินไหมตามกรมธรรม์อุบัติเหตุรายละ 1,000,000 บาท และบริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด จ่ายตาม พ.ร.บ.
ผู้โดยสารเรือ รายละ 100,000 บาท รวมเบื้องต้น 1.1 ล้านบาทต่อราย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้อนุมัติเงินจากกองทุนเยียวยานักท่องเที่ยว จ่ายสมทบแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตอีกรายละ 1,000,000 บาท ทำให้ยอดเงินเยียวยารวมสำหรับผู้เสียชีวิตแต่ละรายอยู่ที่
2,100,000 บาท กระบวนการชดเชยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาผลร้ายทางแพ่ง สอดคล้องกับความรับผิดทางละเมิดตาม ป.พ.พ.
มาตรา 420 และ 438 ในส่วนของการดำเนินคดีในชั้นศาล ศาลจังหวัดภูเก็ตได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด การพิสูจน์ความประมาทมุ่งเน้นไปที่การละเลยมาตรฐานความปลอดภัย การฝ่าฝืนคำเตือนสภาพอากาศ และข้อบกพร่องของตัวเรือ คดีนี้ใช้เวลาพิจารณายาวนานเนื่องจากต้องรอผลการกู้ซากเรือจากใต้ทะเลลึกมาประกอบเป็นวัตถุพยานสำคัญในคดีอาญา