ในคดีทางการแพทย์ที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญ กรณีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลแล้วเกิดความผิดพลาดจากการวินิจฉัยและการสั่งยาของแพทย์เวร จนส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงต่อร่างกายและดวงตา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลและแพทย์ใช้วิธีสั่งการรักษาทางโทรศัพท์โดยไม่ได้เดินทางมาตรวจดูอาการด้วยตนเอง
แม้ห้องพักเวรจะอยู่ห่างจากห้องฉุกเฉินเพียงระยะทางสั้นๆ เท่านั้น
ต่อมาอาการของผู้ป่วยได้ทรุดหนักลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง แต่แพทย์ผู้รับผิดชอบกลับละเลยไม่มาตรวจสอบและยังคงให้จ่ายยาซ้ำเดิม จนกระทั่งผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นและทุพพลภาพตลอดชีวิต นำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งฐานละเมิด เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความประมาท
เลินเล่อของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สำหรับผลการวินิจฉัยในคดีนี้ ศาลได้พิพากษาว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการประมาทเลินเล่อและผิดมาตรฐานวิชาชีพอย่างชัดเจน แพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมกันรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย โดยคดีนี้กลายเป็นอุทาหรณ์และกรณีศึกษาครั้งสำคัญสำหรับวงการสาธารณสุขไทยในเรื่องหน้าที่และความระมัดระวังในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย
จุดเริ่มต้นของคดีมาจากผู้ป่วยได้เดินทางเข้าไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการป่วยบางประการ โดยมีแพทย์เวรทำหน้าที่รับผู้ป่วยและวินิจฉัยอาการเบื้องต้น แต่แทนที่แพทย์จะเดินทางมาตรวจร่างกายและซักประวัติด้วยตนเองตามมาตรฐานวิชาชีพ กลับใช้วิธีการสอบถามอาการและสั่งจ่ายยาผ่านทางการสื่อสารทางโทรศัพท์กับพยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้างานแทน
หลังจากที่พยาบาลได้ฉีดยาตามคำสั่งทางโทรศัพท์ ผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการข้างเคียงอย่างรุนแรง ผิวหนังเกิดอาการระคายเคืองและลุกลามเข้าไปถึงดวงตาจนนัยน์ตาพร่ามัว พยาบาลจึงได้รายงานความผิดปกติดังกล่าวให้แพทย์เวรรับทราบทันที แต่แพทย์ท่านนั้นกลับยังคงสั่งการทางโทรศัพท์ให้ใช้ยาหรือรักษาตามแนวทางเดิมซ้ำอีก โดยไม่มีการเดินทางมาดูอาการด้วยตาตนเองแต่อย่างใด
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการชักเกร็งและแสดงสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤติ แต่แพทย์เวรกลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงจนเกือบหมดเวร โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา จนกระทั่งอาการลุกลามเกินกว่าจะเยียวยาและต้องส่งตัวด่วนไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ผลการตรวจพบว่ากระจกตาข้างหนึ่งเสียหายทะลุจากการแพ้ยา
ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นถาวรและกลายเป็นผู้พิการ
ผู้เสียหายจึงตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อดำเนินคดีแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายจากความประมาทเลินเล่อ โดยในชั้นพิจารณาจำเลยพยายามต่อสู้คดีว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนและผู้ป่วยให้ความยินยอมรับการรักษาแล้ว แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าความยินยอมของผู้ป่วยไม่คุ้มครองถึงความประมาทเลินเล่อที่ผิดไปจากมาตรฐานวิชาชีพ ศาลจึงพิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแท
นความเสียหายต่อร่างกายและค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน
📺 วิดีโอแนะนำเกี่ยวกับคดีนี้
AMARINTV : อมรินทร์ทีวี — วิดีโอเป็นของเจ้าของช่องเดิม เชื่อมโยงเพื่อการศึกษา
หมอเอกชน วินิจฉัยโรคผิด ทำสาวสวยตาบอด 2 ข้าง
คลิปโซเชียล อุทาหรณ์ ตาบอด เพราะแพ้ยาแก้อักเสบ
⚖️ ประเด็นกฎหมายในคดีนี้
ความผิดฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 420 ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์แห่งวิชาชีพการสั่งการรักษาทางโทรศัพท์โดยไม่ตรวจผู้ป่วยด้วยตนเอง ถือเป็นการละเลยหน้าที่และประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเมื่อไม่มีเหตุสุดวิสัยความยินยอมของผู้ป่วยในการเข้ารับการรักษา (Informed Consent) ไม่ลบล้างความรับผิดหากแพทย์กระทำการประมาทเลินเล่อจนผิดมาตรฐานวิชาชีพสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็นและค่าทนทุกข์ทรมาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446ความรับผิดของหน่วยงานหรือโรงพยาบาลที่เป็นต้นสังกัด ในฐานะตัวแทนหรือนายจ้างที่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของแพทย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425มาตรฐานความระมัดระวังของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งศาลนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดความรับผิดทางกฎหมายแพทย์ในประเทศไทยมาตรา 420 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม
บทบัญญัติมาตรา 420 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล
มาตรา 446 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม
บทบัญญัติมาตรา 446 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล
มาตรา 425 — คลิกอ่านบทกฎหมายเต็ม
บทบัญญัติมาตรา 425 — อ่านบทบัญญัติฉบับเต็มในหมวดประมวล
💡 บทเรียนจากคดีนี้
คดีนี้ให้บทเรียนราคาแพงแก่บุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลทั่วประเทศว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและร่างกายของมนุษย์ ซึ่งกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพกำหนดให้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด การใช้ความสะดวกเช่นการสั่งการรักษาทางโทรศัพท์โดยไม่ตรวจอาการด้วยตนเอง
เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นย่อมไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบทางกฎหมายได้
ในมุมมองของนักศึกษากฎหมายและผู้ปฏิบัติงานด้านกระบวนการยุติธรรม คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตีความกฎหมายละเมิดในมิติคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิของผู้ป่วยอย่างชัดเจน โดยศาลให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามมาตรฐานทางการแพทย์ มากกว่าคำกล่าวอ้างลอยๆ ของฝ่ายผู้กระทำผิด นอกจากนี้ยังเป็นบรรทัดฐานว่าความยินยอมของผู้ป่วยมีขอบเขตจำกัดเฉพาะการรักษาท
style='margin:8px 0 0'>ี่ได้มาตรฐานเท่านั้น
ท้ายที่สุด โรงพยาบาลและแพทย์ผู้รักษาต้องตระหนักเสมอว่าความล่าช้าหรือความละเลยเพียงเล็กน้อย อาจสร้างความเสียหายที่พลิก ๅ ชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล ดังนั้น การยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ การสื่อสารที่ถูกต้อง และการปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดทั้งต่อตัวผู้ป่วยและเพื่อมิให้แพทย์ต้องเผชิญกับภาระรับผิดท
style='margin:8px 0 0'>างแพ่งและอาญาอันหนักหน่วง
คำชี้แจง: สื่อนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความเห็นและวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องเชิงกฎหมายโดยสุจริต อ้างอิงจากข่าวที่เผยแพร่สู่สาธารณะเท่านั้น เนื้อหาภายในไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดี และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย จึงขอให้โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวและเว็บไซต์ทางการที่น่าเชื่อถืออีกครั้งก่อนใช้หรืออ้างอิง — บทความนี้สรุปโดย AI ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทยเพื่อการศึกษากฎหมายจากข่าวและคดีดัง ข้อมูลกฎหมายอ้างอิงจากประมวลกฎหมายไทย เผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา