02 สรุปคดีใน 30 วินาที
คดีอาญาดังปี 2567 กรณีทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม) ถูกเจ๊อ้อย จตุพร อุบลเลิศ แจ้งความข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน หลอกลวงให้โอนเงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์เสียหาย 71 ล้านบาท ศาลอาญาออกหมายจับและควบคุมตัวเมื่อ 6 พ.ย.
2567 โดยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเพราะอัตราโทษหนักและเกรงหลบหนี ต่อมามีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี 12 เดือนฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ พร้อมความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 72.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ผู้ต้องหาต่อสู้คดีเองและประกาศอุทธรณ์
03 ดูข่าว/วีดีโอที่เกี่ยวข้อง
📺 วีดีโอแนะนำ: pending — ยังไม่มีคลิปที่ตรงกับคดีโดยตรง (บันทึกใน TODO_VIDEOS.md)
04 เบื้องหลัง — คดีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คดีนี้เป็นคดีอาญาที่ได้รับความสนใจระดับประเทศในปี 2567 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงในวิชาชีพทนายความ และคดีมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 71 ล้านบาท นางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองบังคับการปราบปราม โดยกล่าวหาว่าถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุนในแพลตฟอร์มหวยออนไลน์จนสูญเสียเงินจำนวน 71 ล้านบาท
05 ลำดับเหตุการณ์
1. แจ้งความข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน พ.ศ. 2567
นางจตุพร อุบลเลิศ (เจ๊อ้อย) เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามกล่าวหานายษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม) ว่าหลอกลวงให้โอนเงินร่วมลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ ทำให้สูญเสียเงิน 71 ล้านบาท
2. ออกหมายจับและควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว พ.ศ. 2567
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 พนักงานสอบสวนนำหมายจับศาลอาญาเข้าควบคุมตัวนายษิทราราวกับภรรยาบริเวณแยกพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากคดีมูลค่าความเสียหายสูง อัตราโทษหนัก และมีเหตุควรเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
3. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา จำคุก 5 ปี 12 เดือน พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย พ.ศ. 2567
ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 พิพากษาจำคุกนายษิทรา 5 ปี 12 เดือน ในความผิดฐานฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ พร้อมฐานความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 72.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย นายษิทราต่อสู้คดีด้วยตนเองและประกาศใช้สิทธิอุทธรณ์
06 ประเด็นกฎหมายที่คดีนี้ถาม
คำถาม: การหลอกลวงให้ลงทุนโดยแสดงข้อความเท็จมีความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ — คำตอบ: ป.อ. มาตรา 341 บัญญัติว่าผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ย่อมเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท confirmed
คำถาม: การฉ้อโกงเป็นปกติธุระเชื่อมโยงกับความผิดฟอกเงินอย่างไร — คำตอบ: การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจรัฐติดตาม ยึด อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และดำเนินคดีฐานฟอกเงินแยกต่างหาก confirmed
คำถาม: การหลอกลวงประชาชนลงทุนผ่านข้อมูลทางคอมพิวเตอร์มีความผิดตามกฎหมายอื่นใดเพิ่ม — คำตอบ: การนำข้อความเท็จหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนไปหลอกลวงประชาชนในลักษณะลงทุน อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 อีกฐานหนึ่ง confirmed
คำถาม: ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว — คำตอบ: ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 ศาลมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หากปรากฏเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น confirmed
07 บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (กดดูบทกฎหมายเต็ม)
มาตรา 341 — ประมวลกฎหมายอาญา
สถานะ: confirmed — ตรวจจาก codex-data.json
มาตรา 108/1 — ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สถานะ: confirmed — ตรวจจาก codex-data.json
— พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
สถานะ: external_law — ไม่อยู่ใน codex — ความผิดมูลฐานและอำนาจยึดอายัดทรัพย์สิน
มาตรา 14 — พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
สถานะ: external_law — ไม่อยู่ใน codex — นำเข้าข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงประชาชน
08 บทเรียนจากคดีนี้
-
ความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 องค์ประกอบสำคัญคือการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สิน
-
การฉ้อโกงที่เป็นปกติธุระถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เปิดทางให้รัฐติดตามยึดอายัดทรัพย์สินและดำเนินคดีฟอกเงินแยกจากคดีฉ้อโกง
-
หลักการใช้ดุลพินิจศาลเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีทุนทรัพย์สูงและอัตราโทษหนัก สะท้อนความสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพผู้ต้องหาและความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม
-
ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่มีสถานะพิเศษในการรับผิดทางอาญา